Back to Blogs

“สมอง” เทคโนโลยีที่อยู่เหนือทุกอย่าง

กุมภาพันธ์ 6, 2018 7:35 AM
views
1-2

4 วันแห่งการเดินสำรวจงาน Consumer Electronics Show หรือ CES ที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ประจำปีนี้ สิ่งที่น่าตื่นเต้นยิ่งไปกว่าจอโทรทัศน์แสนบาง อุปกรณ์แสดงภาพเสมือนจริง คอนเซ็ปต์รถยนต์ใหม่ หรือหุ่นยนต์ที่เต้นและร้องเพลงได้ ก็คือการที่งานในครั้งนี้ทำให้ซู่ชิงตระหนักได้ว่าเทคโนโลยีอะไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วก็มิอาจจะเก่งกาจไปกว่า “สมอง” ของมนุษย์เรา และจะน่าอัศจรรย์แค่ไหนหากทั้งสองอย่างนี้สามารถทำงานร่วมกันเพื่อดึงศักยภาพของกันและกันออกมาได้อย่างเต็มที่

พลังของสมอง

“สมอง” ดูจะเป็นสิ่งที่วงการเทคโนโลยีให้ความสนใจเป็นพิเศษในปีนี้ เทรนด์การอ่านคลื่นสมองที่ถูกพูดถึงในงานครั้งนี้ มีแบรนด์ที่ถือธงทัวร์โบกสะบัดนำหน้าขบวนเป็นค่ายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นอย่างนิสสัน แวบแรกที่ได้ยินก็ยากที่จะจับเรื่องมาปะติดปะต่อกันได้ว่าแบรนด์รถยนต์ไปเกี่ยวข้องอะไรกับการอ่านสมองใช่ไหมล่ะคะ ยังไม่นับว่าเมื่อได้ยินคำว่า “อ่านสมอง” มันช่างฟังดูน่ากลัว ละลาบละล้วง เจาะลึกทะลุทะลวงไปถึงขั้นที่รถยนต์จะอ่านความคิดของเราได้หรือเปล่าเนี่ย

nissan-b2v_03

รถยนต์กับสมอง

เทคโนโลยี Brain-to-Vehicle หรือ B2V ของนิสสันนั้นทำงานด้วยการอ่านคลื่นสมองของผู้ขับ ถามว่าทำไมต้องอ่าน ซู่ชิงอยากให้ทุกคนลองนึกสถานการณ์ตอนเราขับรถดูนะคะ เวลาที่เรามองเห็นเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการเห็นทางเลี้ยว ไฟเบรครถคันข้างหน้าที่สว่างวาบขึ้นมา หรือสถานการณ์ที่จะต้องเหยียบคันเร่ง มันจะมีช่วงเวลาที่เป็นช่องว่างอยู่เล็กน้อย ตั้งแต่ตาเราเห็น สมองเราประมวลผล และแขนขาเรารับคำสั่งมาทำตามเทคโนโลยี B2V นี้จะเข้ามาลดเวลาที่เสียไปตรงนั้นได้ ด้วยการอ่านคลื่นสมอง และประมวลผลเพื่อคาดการณ์ว่าเราน่าจะกำลังทำอะไรต่อไป จากนั้นก็สั่งการให้รถยนต์เริ่มต้นกิจกรรมเหล่านั้นเอาไว้ให้ก่อนเล็กน้อย เช่น หมุนพวงมาลัยไว้เบาๆ เตรียมให้เราเลี้ยวขวา เมื่อถึงเวลาที่มือเราสาวพวงมาลัยเพื่อจะเลี้ยวจริงๆ จะได้ทำได้รวดเร็วและลื่นไหลไร้รอยต่อ จากการทำวิจัยของนิสสันเขาพบว่า เทคโนโลยีจะช่วยย่นระยะเวลาที่เป็นช่องว่างที่ว่าลงได้ถึง 0.2-0.5 วินาทีเลยทีเดียว

nissan-b2v_02

แม้ว่าในตอนนี้ยังไม่มีอะไรแน่ชัดว่านิสสันเตรียมจะใช้เทคโนโลยีนี้กับรถรุ่นไหน หรือจะนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์จริงหรือไม่ เพราะว่าก็ยังนับว่าอยู่ในระยะที่เริ่มต้นมากๆ แต่นี่ถือเป็นโอกาสอันดีในการจุดประกายให้เราหันมาเริ่มพูดถึงพลังสมองของมนุษย์กันมากขึ้น อย่างกรณีของนิสสันนั้นซู่ชิงมองว่าเป็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาลดข้อจำกัดทางด้านชีวภาพของมนุษย์ หรือทำให้เรามีความเข้าใกล้การเป็นจักรกลชีวภาพมากขึ้น แม้จุดประสงค์หลักของนิสสันจะทำไปเพื่อเพิ่มสุนทรียภาพทางการขับขี่และทำให้การขับรถยนต์ราบรื่นขึ้น แต่การใช้สมองเข้ามาบังคับเครื่องจักรกลนั้นมีศักยภาพในการทำอย่างอื่นที่นอกเหนือจากความสนุกอีกเยอะมาก

เมื่อสมองควบคุมเครื่องจักร

Brain-computer Interface หรือ BCI เป็นการสื่อสารระหว่างสมองของมนุษย์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่เริ่มคิดค้นและพัฒนามาหลายทศวรรษแล้วแต่การใช้งานส่วนใหญ่อยู่กับผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวร่างกาย ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์หรือผู้มีอิทธิพลในแวดวงเทคโนโลยี (ซึ่งรวมถึงอีลอน มัสค์ด้วย) ก็กำลังศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ความสามารถในการใช้สมองสั่งการเครื่องจักรโดยกระโดดข้ามผ่านร่างกายที่ประกอบไปด้วยเลือด เนื้อ หนัง และไม่แกร่ง ไม่ทน ไม่ไฮเทค เท่าเครื่องจักร จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์คิดฝันว่าจะสามารถทำได้มาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากการนำเสนอผ่านทางสื่อบันเทิงอย่างภาพยนตร์ไซไฟทั้งหลาย

ยังไม่ต้องพูดไปไกลก่อนก็ได้ค่ะ ทุกคนคงเคยมีช่วงเวลาที่อยากให้ตัวเองมีพลังจิตที่สามารถขยับสิ่งของได้โดยที่เราไม่ต้องสัมผัสมันใช่ไหมคะ เราอาจจะเคยนั่งดูโทรทัศน์อยู่ อยากเปลี่ยนช่อง แต่ขี้เกียจเอื้อมไปหยิบรีโมท ก็เลยลองนั่งจ้องหน้าจอโทรทัศน์ โฟกัสคำสั่งในใจให้มันเปลี่ยนช่อง เปลี่ยนช่อง เปลี่ยนช่อง หรือใช้พลังจิตสั่งให้ปิดไฟบ้านได้เราจะได้ไม่ต้องลุกออกจากที่นอนอันนุ่มสบาย นี่เป็นเพียงตัวอย่างขำๆ ของสิ่งที่เราอยากทำได้ ลองคิดดูว่าความสามารถแบบเดียวกันนี้จะมีประโยชน์มหาศาลขนาดไหนหากผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกายได้นำไปใช้ให้พวกเขาสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตได้อย่างเป็นปกติ ไปจนถึงการให้คนธรรมดาทั่วไปใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพทางร่างกายได้

ยังไวไปไหมที่จะวาดฝัน

แม้ว่าเทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปอย่างรวดเร็ว และโลกเราถูกเปลี่ยนโฉมหน้าภายในเวลาเพียงแค่ 10 ปี นับตั้งแต่สมาร์ทโฟนเริ่มเข้ามาทำหน้าที่ดุจดั่งอวัยวะอีกชิ้นของร่างกายเรา แต่มนุษย์นั้นยังเข้าใจสมองอยู่น้อยนิด แน่นอนว่าเราเข้าใจสมองและการทำงานของสมองมากขึ้นกว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่สมองเป็นอวัยวะที่ทรงพลังลึกลับ และซับซ้อน แถมกว่าจะเข้าถึงการทำงานของมันได้ก็ยังต้องผ่านกระโหลกหนาๆ ของมนุษย์ที่ปิดกั้นสัญญาณไฟฟ้าทำให้อ่านคลื่นสมองได้ยากเข้าไปอีก (นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้มนุษย์เข้าใจสมองของสัตว์ชนิดอื่นๆ มากกว่าสมองของตัวเอง เพราะเราผ่าสัตว์ชนิดอื่นๆ ได้ง่ายกว่าจะผ่าพวกเดียวกันเอง) ครั้นจะผ่าตัดเพื่อฝังอุปกรณ์เข้าไปอ่านใกล้ๆ ก็จะเกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาวอีก

ถึงจะมีอุปสรรคมากมายแต่การเดินหน้าค้นคว้าวิจัยเรื่องนี้ก็จะยังทำไปอย่างต่อเนื่อง แต่อีกคำถามหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำได้ ขั้นต่อไปคือจะทำอย่างไรให้เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถขายได้ในเชิงพาณิชย์ ทำอย่างไรให้คนส่วนใหญ่สามารถใช้งานเทคโนโลยี BCI ได้ในชีวิตประจำวันในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป และประโยชน์ใช้สอยแบบไหนที่จะคุ้มค่าพอจะทำให้เราควักกระเป๋าจ่ายได้

ในตอนนี้เทคโนโลยีการอ่านคลื่นไฟฟ้าสมองที่พอจะนำมาขายได้เท่าที่ซู่ชิงสำรวจพบในงาน CES มีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน ไปดูกันทีละอย่างเลยค่ะ

muse

  1. Muse 

แก็ดเจ็ตที่เราสวมบนศีรษะคาดพาดผ่านหน้าผากชิ้นนี้ใช้คอนเซ็ปต์ของการอ่านคลื่นสมองเข้ามาช่วยในการทำสมาธิ Muse มีเซ็นเซอร์สองตัว ตัวหนึ่งอยู่ที่หน้าผาก และอีกตัวจะวางตำแหน่งไว้ที่หลังใบหู มันทำหน้าที่จับคลื่นสมองของเราในระหว่างที่เรากำลังทำสมาธิ และแปลค่าคลื่นเหล่านั้นให้กลายเป็นเสียง เพื่อบอกเราว่าตอนนี้สมองของเรากำลังอยู่ในสภาวะตื่นตัว ฟุ้งซ่าน หรือว่าเงียบ สงบ มีสมาธิ และสามารถใช้เสียงธรรมชาติต่างๆมาช่วยให้เราทำสมาธิได้ง่ายขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นไอเดียที่แหวกแนวเหมือนกันนะคะที่ใช้คลื่นสมองของเรามาแปลค่าและช่วยให้เราทำสมาธิได้ง่ายขึ้น

smartsleep-resize

  1. SmartSleep 

สายคาดศีรษะที่ทำจากผ้านุ่มๆ ของฟิลิปส์ ทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการพักผ่อนคล้ายๆ กับ Muse คือช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนหลับของเราให้ดีขึ้น ทำให้ตื่นมาตอนเช้ารู้สึกสดใสได้หลับมาอย่างเต็มอิ่ม เมื่อไหร่ที่เซ็นเซอร์ตรวจจับได้ว่าเราอยู่ในช่วงหลับลึกที่สมองจะปล่อยคลื่นสโลว์เวฟออกมา มันก็จะปล่อยโทนเสียงที่ไปกระตุ้นคลื่นนั้นๆ เพื่อทำให้การหลับลึกของเราคุณภาพดีขึ้น เหมาะสำหรับคนที่มีไลฟ์สไตล์ที่ทำให้ไม่มีเวลานอนหลับมากนัก หรืออาศัยหลักว่านอนน้อยก็ได้ แต่ขอนอนน้อยอย่างมีคุณภาพ

sueching-brainco-resize

  1. Focus จากBrainCo

อีกแก็ดเจ็ตหนึ่งในรูปแบบของการคาดไว้ที่ศีรษะ ตัวสวมศีรษะจะทำหน้าที่ตรวจจับคลื่นสมองและเปรียบเทียบคลื่นความถี่เพื่อดูว่าผู้สวมใส่กำลังมีสมาธิต่อสิ่งที่กำลังดูหรือฟังตรงหน้ามากน้อยแค่ไหน จากนั้นก็แสดงค่าออกมาเป็นกราฟ เพื่อให้ครูหรือผู้ปกครองดูว่าในระหว่างที่เด็กกำลังนั่งเรียนหนังสือหรือทำการบ้านนั้น ระดับความสนใจและความตั้งใจของเด็กเพิ่มหรือลดในช่วงเวลาไหนบ้าง เพื่อจะได้นำไปปรับวิธีการเรียนการสอนให้ตรงกับความสนใจของเด็กนั่นเอง

จะเห็นว่าทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงการนำเอาเทคโนโลยีการอ่านคลื่นสมองมาใช้ในระดับพื้นฐานเท่านั้น คือเน้นหลักๆ ไปที่การอ่านและแปลค่าในเบื้องต้น เพื่อนำมาช่วยวัดระดับความผ่อนคลายหรือความมีสมาธิ ซึ่งก็อาจจะเพราะข้อจำกัดของเทคโนโลยีประกอบกับข้อจำกัดทางธุรกิจด้วย

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เราก็พอจะเห็นได้ว่าท้ายที่สุดแล้วทรัพยากรที่มีค่าที่สุดที่เรายังดึงศักยภาพของมันออกมาใช้ได้ไม่สมน้ำสมเนื้อ และเทคโนโลยีอาจจะเป็นวิธีที่จะช่วยให้เราใช้มันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ก็คือสมองของเราเองนี่แหละค่ะ

Digital Ventures x Jitsupa Chin

พิธีกรสาวคนเก่งสายเทคโนโลยีแห่ง Voice TV ช่อง 21 ประจำอยู่ที่ รายการเทคโนโลยี Cool Tech, Tech Feed, The Breakdown with Adam Bradshaw, AIS Digiclub และ เขียนคอลัมน์ Cool Tech ในมติชนรายสัปดาห์